ธรรมอันทำให้งาม

          ในการศึกษาธรรมะเบื้องต้นเรียกกันว่าเรียนนักธรรมชั้นตรี      จะมีการแบ่งธรรมะเป็นหมวดหมู่และให้ชื่อธรรมะตามลักษณะที่ให้ผลในทางปฏิบัติ        กล่าวคือปฏิบัติธรรมะข้อใดให้ผลอย่างไรก็นำชื่อมาใส่ตามผลแห่งการปฏิบัติที่สะท้อนออกมา

          ธรรมะที่ได้ชื่อว่าธรรมอันทำให้งามมีสองอย่างคือขันติความอดทน โสรัจจะความเสงี่ยม

          คำว่าขันติเป็นภาษาบาลีแปลว่าความอดทน       แบ่งออกเป็นสามอย่างคือทนลำบาก   ทนตรากตรำและทนเจ็บใจ

          ความอดทนต่อสู้กับความลำบากในการศึกษาและการประกอบอาชีพการงานต่างๆ       ซึ่งการศึกษาและการงานทุกชนิดล้วนมีความยากลำบากซุกซ่อนอยู่เสมอ     ไม่มีการศึกษาหรือการทำงานใดๆ ที่จะราบรื่นลื่นไหลโดยไม่ต้องอดทน       ส่วนอุปสรรคความยากลำบากจะมากหรือน้อยก็ขึ้นอยู่กับการศึกษาหรือการประกอบอาชีพแต่ละเรื่องไป    ความยากและความง่ายของแต่ละเรื่องไม่เหมือนกัน       หากพบความยากลำบากเพียงนิดหน่อยแล้วโวยวายบ่นเพ้อให้ใครๆ ได้ยิน      เขาจะมองว่าช่างไม่อดทนเอาเสียเลย       เรื่องแค่นี้น่าจะทนได้       บุคลิกภาพของความเข้มแข็งสูญเสียไป      ความงามก็หายตามไปด้วย        แต่ถ้าหากว่าต้องเผชิญกับความยากเย็นลำบากของงานนั้นมากเพียงใดก็ทนได้       หนักหนาสาหัสแค่ไหนก็มั่นคงไม่หวั่นไหวยิ้มสู้จนอุปสรรคต่างๆ ผ่านพ้นไป เมื่อความวิกฤตผ่านพ้นไปใครๆ มองว่าคนที่อดทนฝ่าวิกฤตได้ช่างงดงามเหลือเกิน       นี่คืออดทนได้แล้วงาม

           ความอดทนอีกข้อหนึ่งคือทนตรากตรำ        หมายถึงทนร้อน  ทนฝน ทนหนาว        คนอยู่บนโลกใบเดียวกัน       แต่คนละส่วนของโลกต้องเผชิญกับดินฟ้าอากาศที่แตกต่างกันออกไป       ตัวอย่างนาทีที่กำลังเขียนบทความอยู่นี้ที่แฟร์แบงค์อลาสก้า       หิมะตกลงมารอบๆ ที่พักขาวโพลนไปหมด       ขณะเดียวกันทราบข่าวจากเมืองไทยว่าพายุใต้ฝุ่นกำลังเข้ามาถล่มทางภาคตะวันออกเฉียงเหนือและพื้นที่อีกหลายส่วนของประเทศไทย และซีกโลกส่วนอื่นๆ กำลังร้อนอบอ้าวหรือประสบกับความแห้งแล้งอย่างหนัก

           คนที่อยู่ส่วนใดของโลกก็หนีไม่พ้นความโหดร้ายของอากาศที่มีระดับความร้อนหนาวสูงต่ำต่างกันไป       แต่สุดท้ายก็ต้องอดทนตรากตรำให้แต่ละฤดูกาลผ่านพ้นไป       แม้จะมีปัญหามากบ้างน้อยบ้างแต่ทุกอย่างก็ผ่านไปได้        คนที่อดทนต่อสภาพทั้งร้อน  ทั้งฝน  ทั้งหนาวทำหน้าที่ของตนอย่างสุดความสามารถอย่างนี้แหละเรียกว่าเป็นคนมีความงามที่แท้และทนนาน      หากเราผ่านไปเมืองไหนเราจะเห็นคนจำนวนไม่น้อยต้องทำงานกลางแดด      เช่นชาวไร่  ชาวนา  ชาวสวน  คนงานก่อสร้างการสร้างถนน  คนทำความสะอาดที่สาธารณะต่างๆ      บุคคลเหล่านี้ล้วนเป็นคนอดทนขั้นสูงทั้งสิ้น      ความอดทนของพวกเขาผลิดอกออกผลมาเป็น ถนนที่ราบเรียบสัญจรไปมาสะดวกสวยงาม        ทุกเมืองที่หิมะตกจะมีคนจำนวนหนึ่งทำงานกวาดหิมะให้กับคนสัญจรไปมาทั่วไปได้เดินอย่างสะดวก        อาคารที่สวยงาม  ผลไม้ที่มีรสหอมหวานอร่อย  ข้าวที่มีเมล็ดยาวขาวสวยงามน่ารับประทาน       สิ่งเหล่านี้คือผลผลิตจากความอดทนต่อร้อนต่อหนาวต่อฝนต่อหิมะทั้งสิ้น     บุคคลหญิงชายเหล่านี้คือเทพบุตรและเทพธิดา  หรือหญิงงามชายงามประดับโลกอย่างแท้จริง

             ความอดทนอีกอย่างหนึ่งคือทนเจ็บใจ       ความอดทนนี้ต้องใช้อยู่เป็นประจำเพราะมีชีวิตอยู่กับผู้คน  ทำงานกับผู้คน      ซึ่งแต่ละคนมีภูมิหลังมีการศึกษา  มีการอบรมที่ต่างกันไป      บางคนก้าวร้าว    บางคนสงบเย็น     บางคนเร่าร้อน    บางคนอ่อนโยน     บางคนแข็งกระด้าง      บางคนมองโลกในแง่ดี     บางคนมองโลกในแง่ร้าย     บางคนชอบสอน     บางคนชอบเรียน      บางคนชอบคิด     บางคนชอบพูด      บางคนชอบทำ    เมื่อต้องอยู่กับคนที่มีความแตกต่างขนาดนี้      ความขัดข้องหมองใจมากบ้างน้อยบ้างไม่มีใครจะหนีพ้นได้      จะต้องกระทบกระทั่งกันบ้างไม่ทางใดก็ทางหนึ่ง      ท่ามกลางการกระทบกระทั่งที่หนีไปไหนไม่พ้นนี้     ความอดทนจะเป็นสายใยที่ยังพอถักทอให้อยู่ร่วมกันได้บ้าง       วันไหนสายใยแห่งความอดทนขาดสะบั้นลงการอยู่ร่วมกันก็สิ้นสุดลงเมื่อนั้น

          ความอดทนเจ็บใจนี้เป็นความอดทนขั้นสูงสุด        เพราะจะต้องใช้สติ  ใช้สมาธิ  ใช้ปัญญาอย่างมากมารับรู้และจัดการกับการกระทบเหล่านั้นให้ผ่านพ้นไปโดยไม่มีอาการดิ้นรนกระวนกระวายเสียบุคลิกภาพ คงเคยเห็นภาพบุคคลสาธรณะหลายๆ คนที่ถูกด่า  ถูกกล่าวหาสารพัด     แต่สามารถยิ้มสู้ตอบปัญหาต่างๆ ได้อย่างแน่วแน่มั่นคงไม่ตอบโต้คู่ขัดแย้งด้วยโทสะ     แต่ใช้ความอดทนและเมตตาตอบโต้กลับไป      ในทางพระพุทธศาสนาพระพุทธเจ้าตรัสเรียกธรรมะคู่นี้คือขันติและเมตตาว่าเป็นธรรมะที่เปรียบเหมือนน้ำ       ดั่งที่คนเฒ่าคนแก่สอนลูกสอนหลานนักหนาว่า       เวลามีปัญหาขัดแย้งกับใครให้เอาน้ำเย็นเข้าลูบ       น้ำเย็นที่ว่านี้ไม่ได้หมายความว่าใครมาชวนทะเลาะแล้ววิ่งเข้าไปนำน้ำแข็งมาลูบคนทะเลาะ     เขาอาจจะต่อยปากหรือถีบกระเด็นก่อนเข้าถึงตัวก็ได้       แต่หมายถึงผู้ถูกด่า  ถูกคุกคาม  ถูกกระทบกระทั่งเป็นฝ่ายอดทนและแผ่เมตตาเข้าไว้ว่าเขาด่าเรา  เขากระทบกระทั่งเราก็เป็นทุกข์มากแล้ว      อย่าไปซ้ำเติมความทุกข์ให้อีกเลย      หากเป็นไปได้หากหาทางหนีได้ควรหนีไปไกลๆ       เพราะเมื่อเขาอยู่คนเดียวเขาจะค่อยๆ สงบลงไปเอง       เมื่อไม่เติมเชื้อไฟไฟก็มอดไปเอง

            ที่อำเภอหลังสวนจังหวัดชุมพร       พ่อบ้านคนหนึ่งเคยบวชเรียนหลายพรรษาจนมีฐานะเป็นพระครูทีเดียว      ต่อมาได้ลาสิกขามาทำงานอยู่ระยะหนึ่ง       มากินข้าวกินขนมกับแม่ค้าในตลาดสดทุกวัน    ติดในรสชาติฝีมือของเธอ    ไม่ทันระวังเลยตกหลุมรักแม่ค้าข้าวแกงขนมหวาน เข้าอย่างจัง     เมื่อทั้งสองตกลงปลงใจแต่งงานอยู่กินกันแบบสามีภรรยาแล้ว      อดีตพระครูก็ช่วยงานแม่ค้าเป็นอย่างดี      ความขยันขันแข็งของอดีตพระครูคนนี้ไม่นานก็เป็นที่เลื่องลือไปทั่วตลาดว่าเป็นคนดี   ทำงานขยัน   เหล้าไม่ดื่ม   บุหรี่ไม่สูบ   ตื่นแต่เช้าตรู่ทำขนมหุงข้าวจัดวางไว้ให้แม่บ้านไปนั่งขายอย่างเดียว

            อดีตพระครูคนนี้(ต่อไปนี้ขอเรียกว่า ลุงยอด) แม้ลาสิกขาแล้ว     แต่ไม่เคยลืมวัดตอนเพลแทบจะทุกวัน      จะนำขนมอาหารมาถวายพระสงฆ์สามเณรไม่ได้ขาด      เป็นที่ประทับใจของพระภิกษุสามเณรยิ่งนัก      คนดี คนขยันไปที่ไหนก็มีแต่คนรัก      พระเณรที่ไม่ค่อยรู้เรื่องทางโลกบวชนานก็มีความรู้ทางโลกมาก      เพราะชอบสอดรู้สอดเห็น     ใครสนิทก็มักจะชวนคุยหาความรู้เรื่อยไป

            วันนั้นลุงยอดมาเลี้ยงพระเณรเสร็จก็นั่งคุยกันต่อ        เณรโข่ง(สามเณรอายุมากแต่ยังไม่บวชพระ)รูปหนึ่งถามว่า     ลุงบวชมานานทำไมมีครอบครัวแล้วไม่เคยมีปัญหาเลย       เพราะป้าใจดีหรือเปล่า

            ลุงก็ตอบว่าผู้หญิงทุกคนก็เหมือนกันแหละลูกเณรเอ้ย     ใจดีมากกว่าใจร้าย     เวลาดีมากกว่าเวลาร้าย     แต่จะร้ายเพียงบางครั้งบางคราว

            เณรโข่งถามต่อไปว่าเอาละลุง     เวลาดีไม่ต้องพูดถึง       พวกอาตมาพอมีอาหารเพลฉันไม่ขาดก็เพราะโยมผู้หญิงนี่แหละทราบแล้วว่า ดีแค่ไหน      แต่ไม่ค่อยจะได้เห็นตอนร้ายเพราะตอนมาวัดดีร้อยเปอร์เซ็นต์ ที่มาวัดแล้วออกอาการแปลกๆ ไปบ้างก็มีแต่ผู้ชายไม่กี่คน แต่ไม่รวมลุงนะ

            ลุงบอกว่า ไม่เห็นตอนร้ายได้นะดีแล้ว     น่ากลัวจริงๆ

            เณรโข่งถามต่อไปว่า น่ากลัวอย่างไร

            ลุงตอบว่า อ๋อ  บอกไม่ถูก  พูดได้คำเดียวว่าเชื่องๆ อย่าลูกเณรได้ยินเมียผมด่างี้ทิ้งบาตรหนีกลับวัดไม่ทันก็แล้วกัน

            ลุงนินทาเมียได้น่ากลัวเรียกเสียงฮาครืน     เณรถามต่อว่าเวลาป้าเกรี้ยวกราดขึ้นมาลุงทำอย่างไร

            ก็ผมกำลังทำอยู่นี่ไง    วันนี้จะกลับบ้านก็โน้นแหละบ่ายสองโมงโน้น

            เณรถามต่อว่า ทำไมเหรอลุง

            ลุงตอบว่า อ๋อ เมื่อเช้าผมเจอเข้าหลายดอกครับลูกเณร

            คนดีอย่างลุงทำไมป้ายังด่าอีก     ลุงมีความผิดอะไรเหรอ

            ลุงพูดอำเณรเล่น     ก็เรื่องหอนี่แหละลูกเณร

            เณรเงียบไปทั้งวง    เห็นลุงชักเพี้ยน     เอาหอมาพูดในวัดได้อย่างไร

            เห็นเณรเงียบลุงชักวังเวงปล่อยมุขแล้วเณรไม่ขำจึงแกล้งพูดว่า รู้นะคิดอะไรอยู่

            บรรยากาศเงียบหนักเข้าไปอีก     เพราะทุกคนอึดอัด     แต่ลุงก็มีวาทศิลป์รีบแก้ปัญหาก่อนเณรจะพากันหนีลุงไปจำวัดเสียก่อน  หอ แปลว่า หวง กับ หึงไงครับลูเณร

            เณรทุกรูปได้ยินลุงเฉลยพากันโล่งอก      แล้วลุงก็พูดต่อว่าแหมผมบวชจนเป็นครูบาอาจารย์ไม่พูดทะลึ่งในวัดหรอกน่า

            เมื่อลุงอ้างการบวชนานว่า เป็นหลักประกันไม่พูดหยาบกับเณร บรรยากาศก็ผ่อนคลาย     แล้วเณรก็ถามต่อว่าป้าหึงลุงเพราะอะไรรึ

            ลุงตอบว่า เพราะผมดูแลครอบครัวดี     เจอใครในตลาดเขาก็ทักทายเมื่อเช้าแม่ค้าผักกาดทักผมแล้วมาจูบกลางตลาดแบบหยอกล้อ      แต่แม่บ้านเขาไม่ขำก็เลยอบรมผมเป็นการใหญ่หาว่าบวชมานานเจ้าชู้ไปทั่ว สอนคนอื่นได้ ไม่สอนตัวเอง  ไปให้พ้นๆไป้    นี่แหละครับลูกเณรผมจะตอบปัญหาว่า เวลาเมียด่าทำอย่างไรฟังให้ดีนะ

            ผมก็ยกมือขึ้นไหว้เมียผมแล้วบอกด้วยความเคารพว่า      ผมบวชนานฝึกมาทางเทศน์ไม่ได้ฝึกทางด่า     ไม่มีปัญญาโต้หรอก      ผมลาละครับ แล้วผมก็บึ่งรถมอเตอร์ไซด์คู่ชีพมาหาลูกเณรนี่ไง

            เณรได้ยินพากันฮาครืน อ๋อ นี่ลุงลี้ภัยมาหาพวกเรานี่เอง      ลุงชอบหาความสำราญนอกบ้านไม่ถูกต้องนะ     เห็นหลวงพ่อชอบเทศน์ว่าอย่าหาความสำราญนอกบ้าน     เณรโข่งอำลุงอย่างมีเลศนัย

            นี่ๆ เณรพูดแบบนี้ไม่ขำนะ     ถ้าป้าเขาได้ยิน     ผมหนีไม่ทัน      เณรอดขนมนะจะบอกให้

            เณรพูดหน้าตาเฉยก็ไม่เห็นเป็นไรนี่

            ลุงอบรมเณรว่าเป็นเณรต้องทำตัวให้น่ารักนะ    อย่าไปพูดอะไรให้ผัวเมียเขาทะเลาะกันนะ

            เณรเห็นลุงเครียดเลยถามว่ามันผิดตรงไหน        หาความสุขนอกบ้านก็คือมาหาความสำราญกับเณรไง      ทุกครั้งที่ลุงมาวัดเณรทั้งวัดก็ต้องทิ้งตำรามาฟังลุงให้ความสำราญกับเณร    ลุงได้เล่าเรืองให้เณรฟัง      ลุงก็มีความสำราญ      พวกเราต่างก็มีผลประโยชน์ร่วมกันจริงไหมลุง

            แหมตอบฉลาดแบบนี้คงไม่ให้ฉันขนมอีกแล้ว      คราวหน้าต้องเปลี่ยนสะละเปาดีไหม      เณรตอบพร้อมกันว่า เจริญพร       เพราะสะละเปาถือว่า เป็นอาหารพิเศษมากสำหรับพวกเรา

            เล่าเรื่องลุงไม่เคยด่าตอบภรรยามานานจนเลยตัวอย่างที่อยากจะยกมาคือลุงไม่เคยโกรธ    ไม่เคยด่าตอบภรรยาเลยเพราะลุงมักจะตอบว่า      ผมไม่ฝึกมาทางนี้      ถ้าเทศน์พอได้แต่ถ้าด่าไม่สู้ใคร

          ด้วยการที่ลุงรักภรรยาเป็นชีวิตจิตใจ     อดทนกับคำด่าหนักบ้างเบาบ้างได้ตลอดทำให้ลุงมีความงามมากมาย      จนกระทั่งความงามของลุงขจรขจายไปเป็นที่หยอกล้อของสาวแก่แม่หม้ายที่ขี้เล่นอย่างสนุกสนาน จนทำให้ลุงต้องหนีมาพึ่งพระพุทธ   พระธรรม   พระสงฆ์ และลูกเณรในวัดเพื่อความสงบแห่งใจ

         ไหนๆ ก็เล่ามาขนาดนี้แล้วก็ขอเล่าเสียให้จบเลยว่า      สุดท้ายลุงก็จากไปอย่าสงบก่อนป้า      วันที่ทำงานศพลุงมีพระเณรมาจากวัดต่างๆมากมาย     ลูกเณรหลายคนได้แปรสภาพเป็นมหาไปบ้าง     ไปมีครอบครัวบ้างก็มาไว้อาลัยลุงอย่างพร้อมเพรียงกัน      ความจริงคุณป้าภรรยาคุณลุงก็ใจดีรักพระเณรมาก     ทุกวันจะนำข้าวแกงไปขายส่วนหนึ่ง      แบ่งไว้ส่วนหนึ่งไม่น้อยทีเดียวสำหรับตักบาตรพระเณร      จึงทำให้เณรถามลุงว่า ป้าด่าเป็นด้วยหรือ     เพราะป้าก็เป็นคนทำบุญคนหนึ่งที่จัดเข้าในอุบาสิกาเป็นห่วงพระและรักเณร

          ชีวิตรักของทั้งคู่แม้จะอยู่บ้านไม้ ใช้รถเข็น     ไปไหนมาไหนด้วยมอเตอร์ไซด์มือสองก็ตาม     แต่ก็มีความสุขยากที่จะหาสามีภรรยาคู่ไหนมาเทียบได้     แม้ว่าลุงจะต้องคอยหลบลมเพชหึงบ้างเป็นครั้งคราวแต่ชีวิตก็มีวันชื่นคืนสุขมากกว่าวันที่เฉาคืนทุกข์

         ความเสงี่ยมหมายถึงความสงบเสงี่ยมเจียมตน     รู้จักประมาณในฐานะของตนว่าควรแสดงออกต่อสังคมในระดับใดจึงจะพอดีพองามไม่มากไม่น้อยเกินไป   ไม่ถ่มตัวจนหมดความมั่นใจ   ไม่คุยโม้โอ้อวดจนน่าหมั่นใส้     แต่แสดงออกทางกาย  วาจาหรือใจที่ใครๆ เห็นแล้วรู้สึกประทับใจ     เพราะแท้จริงแล้วมนุษย์ทุกคนมีความน่ารักน่าประทับใจไม่มากไม่น้อยไปกว่ากัน      เพียงแต่ต้องค้นพบความน่าประทับใจของตนว่า อยู่จุดไหน     เป็นเรื่องที่จะต้องค้นคว้าศึกษาตนเองจนพบความพอดี พระพุทธเจ้าตรัสว่ามัตตัญญุตา  สทา  สาธุ  การรู้จักความพอดีเป็นความดีตลอดกาล

          เมื่อนำเอาธรรมะสองประการมารวมกันจะเห็นว่าจะพบความงามของชีวิตอีกแง่มุมหนึ่งอันเป็นความงามที่ยั่งยืน      บางครั้งชีวิตต้องใช้ความอดทนทั้งสามประการไม่ประการใดก็ประการหนึ่ง     หากต้องเผชิญหน้ากับเรื่องที่จะต้องทน  ไม่ว่าคน  อุปสรรคหรือดินฟ้าอากาศ      ถ้าทนได้ก็จะทำให้ชีวิตดูแล้วงดงาม      เมื่ออดทนได้จะเป็นคนสงบเสงี่ยมได้ เมื่ออดทนได้ไม่พูดมาก ไม่บ่นมาก ไม่สร้างความรำคาญให้ใคร     ใครพบ

ก็อยากเข้าใกล้      เมื่ออดทนได้ดีก็มีใจเสียสละเป็นที่น่าศรัทธาเลื่อมใสของคนที่ได้พบได้เห็น

            ต้องการความงามแท้ที่คงทนต้องขวนขวายฝึกฝนอบรม       สะสม ขันติ  ความอดทน  โสรัจจะความเสงบเสงี่ยมให้มากเข้าไว้เถิด      จะให้ผลเป็นความชุ่มชื่นอบอุ่นใจแก่ผู้ได้พบเห็นทั้งวันนี้และวันหน้า      เป็นความงามที่ไม่ต้องมีใครซื้อลูกโป่งมาเป็นกำลังใจ     เป็นความงามที่ไม่ต้องมีใครมาตัดสิน       แต่เป็นความงามที่มีอยู่เองทุกเมื่อเชื่อวันที่มีขันติและโสรัจจะเพียบพร้อม

             19 ตุลาคม 2553

           Fairbanks, Alaska

        

วันที่หิมะตกลงมาอย่างหนักตั้งแต่เช้ายันค่ำ     ถนนหนทางขาวโพลนไปด้วยหิมะ    คนที่อยู่นานๆ ก็ยังบอกว่านี่ยังน้อยไป     แล้วถ้ามากละเป็นอย่างไรก็ติดตามกันต่อไป


ดร. พระมหาจรรยาสุทธิญาโณ

เจ้าอาวาสวัดลอยฟ้า (Sky temple no boundary)

www. skytemple.org

 

Copyright © 2010 - 2014 Skytemple.org. All rights reserved.