ล้างกาย ล้างใจ ล้างไต ล้างตับ

อาตมาเดินทางจากประเทศสหรัฐอเมริกา ถึงสนามบินสุวรรณภูมิ เมืองไทย เมื่อวันที่ 13 กรกฎาคม 2555 ทันทีที่เดินทางมาถึงเมืองไทย อาตมาก็เริ่มทำหน้าที่สื่อความเมตตา กรุณา ที่ชาววัดพุทธปัญญา และชุมชนคนรักธรรม ผู้ฟังธรรมประจำวันเสาร์ ณ กริฟฟิตพาร์ค ฝากผ่านมาให้แก่น้อง ๆ นักเรียนในถิ่นห่างไกลเพื่อเติมเต็มความฝันที่ว่า รักษ์โลก และ รักน้องให้สมบูรณ์ ตามเจตนารมณ์แห่งโครงการ รักษ์โลกรักน้องอย่างครบถ้วน

อาตมาพร้อมด้วยคุณวิรัตน์  พัชรดุลย์ และ คุณบุญเลิศ  จิตผ่องใส  ได้จาริกไปทั้งจังหวัดเชียงใหม่ แม่ฮ่องสอน ขอนแก่น  มุกดาหาร  มหาสารคาม  สุรินทร์  และนครศรีธรรมราช  เพื่อนำเงินที่ญาติโยมชาววัดพุทธปัญญาและชาวกริฟฟิตพาร์คฝากมา  ไปมอบแก่โรงเรียนต่าง ๆ  เพื่อสมทบโครงการอาหารกลางวันของโรงเรียนของเยาวชน ทั้งที่เป็นนักเรียน และ สามเณร จำนวน 10 แห่ง เป็นเงินรวมทั้งสิ้น  240,000  กว่าบาท  ขอนำบุญจากการทำงานในครั้งนี้มาแบ่งปันแก่ญาติโยมที่มีส่วนร่วมและอนุโมทนาในโครงการทุกท่าน

เมื่ออาตมาเสร็จภารกิจ การสื่อรักจากแดนไกลสู่น้อง ๆ ในถิ่นห่างไกลของประเทศไทยแล้วจึงได้เข้าตรวจสุขภาพที่โรงพยาบาลมหาราช จังหวัดเชียงใหม่

เนื่องจากการเดินทางไกลโดยรถยนต์สองตอน ที่คุณวิรัตน์ พัชรดุล  ทำหน้าที่ขับ ระยะทางเป็นพัน ๆ กิโลเมตร เช่น ขับจากกรุงเทพฯ ไปเชียงใหม่  จากเชียงใหม่ย้อนกลับมาจังหวัดกาญจนบุรี แล้วย้อนขึ้นไปเมืองขอนแก่น  เรื่อยๆ ไป หลายจังหวัดจนสิ้นสุดการเดินทางที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ทั้งคนขับรถและผู้โดยสาร  ก็ต้องเหน็ดเหนื่อยเมื่อยล้าอ่อนเพลียไปตามๆ  กัน

เวลาฉันอาหารเช้าหรือเพล จะฉันอาหารมากเป็นพิเศษ เพื่อจะได้มีกำลังในการเดินทางและการแสดงธรรมที่กินเวลาหลาย ๆ ชั่วโมง  ความเหน็ดเหนื่อยประกอบกับการต้อนรับของพุทธศาสนิกชนในแต่ละท้องถิ่น ที่ต้อนรับด้วยอาหารประจำถิ่น ล้วนเลิศรส ไม่ว่าจะเป็นอาหารเหนือ อิสาน ใต้ ผู้ปรุงล้วนปรุงด้วยความประณีตบรรจง  แสวงหาเครื่องปรุงกันอย่างครบถ้วน ทุ่มฝีมือปรุงกันแบบสุดๆ ด้วยน้ำใจอันใสบริสุทธิ์ เป็นเหตุให้อาหารทุกมื้อมีรสโอชะมาก ฉันได้ไม่รู้จักเบื่อ ฉลองศรัทธาอย่างเต็มที่ พระภิกษุอิ่มท้องมาก เท่าใด  พุทธบริษัทที่ตั้งใจถวายทานก็อิ่มอกอิ่มใจมากมายเท่านั้น

ภารกิจหลักสำคัญของพระภิกษุอย่างหนึ่งคือ ฉลองศรัทธาญาติโยมให้เต็มที่ไม่ย่อหย่อน  เพราะเมื่อญาติโยมได้ประจักษ์แก่สายตาว่าพระภิกษุฉันอาหารที่ตนนำมาถวายก็จะรู้สึกเป็นบุญและเป็นสุขกันตรงนั้น

เพราะบุญคือชื่อของความสุข ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ดูก่อนภิกษุทั้งหลายคำว่า “ บุญ”  บุญ นี้เป็นชื่อของความสุข เธอทั้งหลายอย่ากลัวบุญเลย

ด้วยเหตุปัจจัยสะสมดั่งที่ อาตมาได้กล่าวมานี้ ผลการเจาะเลือดจึงออกมาค่อนข้างจะสูงแทบจะทุกเรื่อง  อาตมาขอนำผลตรวจเลือดที่ผู้ผ่านการตรวจสุขภาพมาแล้ว พอจะอ่านผลเลือดได้เข้าใจดังต่อไปนี้

Glucose 219 (high) mg/dl     (70-110)
Creatinine
1.3 mg/dl    (0.6-1.3)
Cholesterol
206 (high)
mg/dl     (<200)
AST (GOT)
36 (high) U/L       (<35)
ALT (GPT) 86 (high) U/L       (<41)
Triglyceride 262 (high)
mg/dl    (<200)
PSA 12.90 ng/ml    (0-4)

เมื่อคุณหมอได้อ่านผลเลือดแล้ว  สั่งยาต่าง ๆ อันเกี่ยวข้องกับโรคเบาหวาน ลดน้ำตาลในเส้นเลือด ยาลดความดันโลหิตสูง ยาลดไขมัน ยาฆ่าเชื้อ ยารักษาหัวใจ รักษาไต ยาป้องกันหลอดเลือดอุดตัน โดยสั่งว่าให้ฉันอย่างสม่ำเสมอไม่ให้ขาดเลย แล้วจะเห็นผล  ถ้าฉัน ๆ  หยุด ๆ จะไม่เห็นผลเลย เมื่อรับยาจากคุณหมอแล้ว อาตมาตั้งใจว่าจะรับประทานยาตามหมอสั่งอย่างสม่ำเสมอ  เช้า  เที่ยง  เย็น  หลังอาหาร หรือก่อนอาหาร

นอกจากอาตมาได้รับยาจากโรงพยาบาลมหาราชแล้ว ยังได้รับยาลดน้ำตาลในเส้นเลือดจากคุณหมอเกษียณอายุแล้วอีกสองขนาน เพราะทุกคนต่างลงความเห็นว่า ถ้าจัดการเบาหวานให้อยู่ในการควบคุมไม่ได้  โรคไตและโรคตาก็จะติดตามมา  PSA ที่มีแนวโน้มที่จะเป็นมะเร็งในต่อมลูกหมากก็จะถูกเร่งให้เร็วขึ้นด้วย แม้คุณหมอที่โรงพยาบาลมหาราชจะเป็นหมอสมัยใหม่ แต่ก็ยังมีแก่ใจบอกว่า ให้ฉันมะเขือเทศ ชาเขียว เป็นประจำ น่าจะช่วยได้บ้าง อาตมาก็รับฟังทุกเสียงและรับยาทุกชนิดที่มีผู้แนะนำมาเพราะคุณหมอบอกว่า ดูค่าของเลือดแล้ว ตับเริ่มมีปัญหาทำงานไม่เต็มที่ จะให้ยาอะไรที่ไปกระทบตับไม่ได้เลย จึงให้ยาฆ่าเชื้อมาสองแผง เมื่อตับอยู่ในภาวะอันตราย ไต ก็ไม่สดใส ไตพร้อมจะสูญเสียความสามารถในการกรองของเสียไปอีก

คุณหมอกำชับว่า ฉันยาสม่ำเสมอนะ เมื่อออกจากโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ก็มีสถานที่ต้องไปธุระอีกหลายแห่ง อย่างไรก็ตามก่อนจะเดินทางถึงวัดบ่อม่วง ต.ตลิ่งงาม อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี นั้น ได้เดินทางไปกราบคารวะ ท่านอาจารย์เจ้าคุณพระภาวนาโพธิคุณ เจ้าอาวาสวัดธารน้ำไหล สวนโมกขพลาราม อ.ไชยา จ.สุราษฎร์ธานี  แล้วเดินทางข้ามมาที่เกาะสมุย ที่ศูนย์ปฎิบัติธรรมทีปภาวัน ได้พักที่ทีปภาวัน สองคืน ได้มีโอกาส สนทนาธรรม กับ คุณศิริวรรณ  พงศ์ฉบับนภา

ก่อนจะเดินทางข้ามจากเกาะสมุยไปยังเกาะแตน คุณศิริวรรณ ได้ถามด้วยความเป็นห่วงว่า สุขภาพเป็นอย่างไรบ้าง จึงได้ตอบคุณศิริวรรณไปว่า แนวโน้มจะเป็นมะเร็งสูง น้ำตาลสูง ไขมันทุกชนิดยกเว้นไขมันดีสูงหมด ตับไตทำงานไม่เต็มที่

คุณศิริวรรณ แนะนำว่า  อ๋อไม่ต้องกลัวค่ะ ถ้าล้างพิษตับแล้วทุกอย่างจะดีขึ้นหมด อาตมาได้ยินคุณศิริวรรณ บอกว่าล้างพิษตับแล้วทุกอย่างจะดีขึ้น อาตมาก็ไม่ค่อยจะเข้าใจว่า ล้างพิษตับทำอย่างไร หรือหมายถึงทำดีทอกซ์ แล้วก็กลัวว่าจะต้องมีการสวนทวารหนักจนเจ็บ หรือสำใส้ใหญ่จะได้รับการกระทบกระเทือน คิดกลัวไปต่าง ๆ นานา ยิ่งทุกอย่างสูงหมดแบบนี้ หากทำไปแล้ว สวนทางกับยาที่หมอให้มา ผลจะมิแย่ไปกว่าเดิมหรือ

นี่คือความคิดที่แล่นออกมา แต่ ไม่ได้ถามคุณศิริวรรณ กลับไป เพราะกลัวจะเสียใจ ที่แนะนำด้วยความหวังดี แล้วยังจะดื้ออีก

จึงถามคุณศิริวรรณ ว่าทำอย่างไร ใครจะทำให้  ถามไปในใจก็ยังหวั่นจะต้องมีการสวนทวารที่น่ากลัวอยู่นั่นเอง ความกลัวนี้เกาะกินใจมานานเป็นยี่สิบปี เพราะเคยมีคนพูดว่า เวลาป่วยไข้ปวดหัวตัวร้อน หรือโรคอื่น ๆ ทำการสวนทวารด้วยกาแฟแล้วจะหาย แต่ก็คิดว่า ถึงอย่างไร ก็ไม่กล้าอยู่ดี  เมื่อได้อ่านบทความในหนังสือพิมพ์มติชน เมื่อหลายปีที่แล้ว ได้ทราบว่ากาแฟล้วน ๆ ที่ไม่ได้ใส่ครีมและน้ำตาล ดื่มแล้วช่วยล้างไขมันได้  ก็ดื่มตั้งแต่นั้นมาในสูตรว่า  กาแฟหนึ่งช้อน น้ำร้อนเต็มแก้ว ไม่ใส่ครีม ไม่ใส่น้ำตาล อันเป็นที่ทราบกันดีในหมู่ญาติโยม ผู้ใกล้ชิดในเวลาต่อมา เป็นอันว่าได้ทำดีท๊อกซ์ทางปากด้วยกาแฟมานานแล้วเหมือนกัน

คุณศิริวรรณ บอกว่าในพรรษานี้  พี่พรรณและป้าแอ จะไปจำพรรษาที่เกาะแตนด้วย พี่พรรณ (พรรณนิภา วิริยานนท์) ผ่านหลักสูตรล้างพิษตับมาหลายครั้งแล้ว ทำให้ได้สบาย  เอาอย่างนี้เดี๋ยวโยมจะจัดหาอุปกรณ์ไปให้แล้วพี่พรรณจะทำให้เอง

พอได้ยินคำว่าอุปกรณ์ ชักใจเสียคิดถึงเรื่องสวนทวารอีก เพราะมันมีอนุสัยคือ ความกลัวอยู่

จึงบอกให้คุณศิริวรรณ สบายใจว่า เอาละโยมศิริวรรณ โยมจัดไปเลย อาตมาจะทำตามที่พี่พรรณสั่งมาทุกประการ หรือ ถือกฎสองข้อว่า พี่พรรณสั่งอย่างไรก็จะทำอย่างนั้น  สองถ้าไม่เข้าใจให้ดูข้อหนึ่ง

เมื่อคุณศิริวรรณ ได้ยินอาตมารับปาก ด้วยความมั่นใจอย่างนั้น ก็ยิ้มด้วยความพอใจ  แล้วเดินทางลงจากภูเขา ไปหาซื้ออุปกรณ์การล้างพิษตับทันที  ไม่นานนักก็กลับมาพร้อมด้วยกล่องอุปกรณ์ครบครัน คุณศิริวรรณนำข้าวของขึ้นรถยนต์ แล้วให้อุบาสกประจำทีปภาวันขับรถไปส่งที่ท่าเรือตรงร้านเจ้าเงาะ ซึ่งมีเรือหางยาวรับจ้างรับส่งนักท่องเที่ยวไปเกาะแตนจอดอยู่หลายลำ

ณ ที่นั้นคุณหมอธีระศักดิ์  วิริยานนท์ และภรรยา (โยมน้อง) ป้าแอ พี่พรรณ(พรรณิภา วิริยานนท์) น้อยอิน ช่างก้อน รออยู่พร้อมหน้า เรือที่คุณหมอธีระศักดิ์ ว่าจ้างไว้ก็เดินทางมาถึง คณะเดินทางช่วยกันนำสิ่งของเครื่องใช้ที่จำเป็นขึ้นเรือวางไว้เต็มหัวเรือ มีเสียงแซวกันเล่น ๆ ว่า แหม เสบียงไปนิพพาน มากมายขนาดนี้เชียวเหรอ แล้วก็หัวเราะร่วนกันทุกคน

งานแห่เทียนพรรษาที่จะต้องฉันอาหาร ที่พุทธศาสนิกชน นำมาถวาย  ผ่านพ้นไปด้วยดี ได้ฉลองศรัทธาอาหารปักษ์ใต้ขนานแท้และดั้งเดิมอย่างเต็มอิ่ม

วันที่ 2 สิงหาคม 2555 เป็นวันอาสาฬหบูชา มีประชาชนมาทำบุญหลายคน  อาตมารับอาหารมาฉันสองสามคำ พอเป็นพิธีแล้วให้พรและมอบอาหารให้ประชาชนที่มาทำบุญได้รับประทานกันต่อไป ส่วนอาตมาเริ่มเข้าโครงการล้างพิษตับในวันนั้น  ซึ่งเป็นวันดี เป็นวันอาสาฬหบูชา  หรือ วันพระธรรม  เพื่อให้พระธรรมได้คุ้มครองจิตใจให้เข้มแข็งในการเข้าโครงการครั้งนี้  ให้ผ่านพ้นไปด้วยดี  ให้มีจิตใจเข้มแข็งต่อสู้กับความหิวโหย  ให้ได้ตลอดโครงการ

พี่พรรณมีความกรุณาจัดรายการต่าง ๆ เข้ามาอย่างครบถ้วน เช่น

1.ขวดดีท๊อกซ์

2.น้ำมันมะกอกสกัดเย็น

3. สมุนไพรล้างพิษ (lidtox )

4. ชาข้าวเปลือกงอก

5.ข้าวกล้องงอกชนิดผง

6.ดีเกลือ

7.ผงพอกหน้า

8.ผงแช่เท้า

9. น้ำมันมะพร้าว

10.มะนาว

และมีสมุนไพรและอื่นๆอีกดังนี้

เมื่อเริ่มอดอาหารก็ได้ต้มน้ำมะขาม คั้นน้ำมะนาว ผสมน้ำผึ้ง มาถวายวันละหลาย ๆ แก้ว แล้วสั่งไว้ว่า  ถ้ารู้สึกโหยให้ดื่มน้ำด่างได้เรื่อยๆ นอกจากน้ำมะนาว น้ำมะขาม น้ำผึ้งแล้วยังมีน้ำด่าง ขวดละหนึ่งลิตรครึ่ง อีกสองขวดวางไว้ใกล้ๆ

ก่อนจะเข้าโครงการ  เมื่ออาตมารับยาเบาหวานลดน้ำตาลในเส้นเลือดมาฉันแล้วเจาะเลือดทางปลายนิ้ว แล้ววัดค่าน้ำตาลด้วยเครื่องวัดของคนเป็นเบาหวาน  เครื่องเล็ก ๆ ค่าน้ำตาลสูงกว่าที่วัดมาจากโรงพยาบาลมหาราชเชียงใหม่ ตลอดเวลาร่วม 10 วัน คือจะมีค่าอยู่ที่ 225 หรือ บางวัน 250  ขึ้นอยู่กับอาหารที่ฉัน  แม้ว่าจะฉันยาเช้า เที่ยง และเย็น อย่างเคร่งครัด แต่ค่าน้ำตาลก็ไม่ยอมลดให้ชื่นใจสักที  ขณะที่อาตมาเข้าโครงการล้างพิษในตับก็ฉันยาที่ได้จากโรงพยาบาลไปด้วย และหมั่นเจาะเลือดปลายนิ้วทุกวัน

ค่าเลือดอื่น ๆ อาตมาไม่รู้ได้เพราะไม่มีเครื่องวัด  จึงวัดเพียงน้ำตาลในเลือด พออดอาหารและดื่มน้ำมะนาว น้ำมะขาม น้ำผึ้ง น้ำแอปเปิ้ล และ ฉันลิดทอกซ์ วันละสามเวลาเริ่มจาก 9.00 น. 12.00น.และ15.00น. ลิดทอกซ์นี้เป็นผงสมุนไพร  นำมาชงกับน้ำอุ่นหรือน้ำมะขามก็ได้  แล้วดื่มลงไปจะทำหน้าที่แทรกซ้อน ซึมซับไขมันที่เกาะตามลำใส้  ส่งออกมาเป็นแผ่นหรือเป็นเส้นยาว ๆ สุดแท้แต่ใครจะมีมากหรือน้อย

เช้าตรู่ หลังจากทำดีทอกซ์แล้ว น้ำตาลลดจาก 225 มาอยู่ที่ระดับ 189 เป็นครั้งแรกทำให้อาตมามีกำลังใจ ขึ้นมาว่า ระดับน้ำตาลในเลือดเริ่มมีแนวโน้มที่ดี ทั้ง ๆ ที่ยืนหยัดที่แนวต้าน 250  และแนวรับที่ 225 เสมอ แต่ตอนนี้เริ่มปรับแนวต้านมาอยู่ 189 ก็ต้องดีใจว่า โครงการนี้มีผลไม่มากก็น้อย

อาตมายอมรับความจริงว่า  ก็น้ำตาลที่สะสมหมักหมมมาตั้ง 50 กว่าปี  จะให้ลดฮวบฮาบภายในวันเดียว หรือสองวัน ย่อมเป็นไปไม่ได้  แต่เมื่อมีเครื่องเจาะ และอ่านผลก็อดที่จะเจาะเลือดดูไม่ได้  วันต่อมาก็เจาะอีก ระดับน้ำตาลลดลงมาอีกอยู่ที่ 147 นับว่าระดับนี้น่าอบอุ่นใจเป็นอย่างยิ่ง สำหรับคนที่อยู่กับเบาหวานมานานร่วม 15 ปีแล้ว  อย่างไรก็ตามแม้แต่ระดับน้ำตาลลดลงเพียงนิดเดียวก็พอใจแล้ว

เรื่องสำคัญที่จะข้ามพ้นไปไม่ได้ก็คือ  เรื่องสวนทวารที่น่ากลัว ทำได้หรือไม่อย่างไร

วันแรกพี่พรรณได้เตรียมต้มน้ำสะเดา และสมุนไพรอื่น ๆ เป็นน้ำสำหรับสวนให้ โดยมีหลักว่า ความร้อนของน้ำที่ทำนั้นไม่ร้อนมากนัก ลองใช้นิ้วก้อยจุ่มแช่ลงไป แล้วนับสิบได้โดยไม่ร้อนนัก ก็ใช้ได้ ผู้เชี่ยวชาญบางคนบอกว่า  น้ำแค่อุ่น ๆ ก็ใช้ได้

อุปกรณ์การทำดีทอกซ์ คือ ขวดน้ำหนึ่งลิตรครึ่ง หนึ่งขวด ที่ฝาขวดนำเอาสายยาง เท่ากับสายยางให้น้ำเกลือ มาต่อกับฝาขวด เดี๋ยวนี้เมืองไทย สายดีทอกซ์มีขายโดยทั่วไป  ก็นำเอาฝาขวดที่เขาออกแบบสำหรับปิดขวดหนึ่งลิตรครึ่งพอดี  อีกด้านหนึ่งก็มีสายโผล่มาจากฝาขวด ปลายสายมีรูเล็ก ๆ ไม่น่ากลัวดั่งที่คิด  เมื่อพี่พรรณ ติดตั้งในห้องน้ำโดยแขวนขวดน้ำอยู่สูงกว่าศีรษะ  เพื่อน้ำจะได้ลงไปสะดวก  จากนั้นก็นำสายซึ่งเล็กนิดเดียว สอดเข้าไปทวารหนักอย่างง่าย ๆ ไม่เจ็บปวดหรือน่ากลัวแต่ประการใด  เปิดก๊อกที่ปิดสายไว้ให้น้ำเดินลงมา  ทำจิตให้สงบ การเดินทางของน้ำหนึ่งลิตรครึ่งราบเรียบ  ทำลมหายใจสงบนิ่ง ผ่อนคลาย สบายๆ เป็นวิธีการหนึ่ง ที่ทำให้การไหลของน้ำตามลำไส้เป็นไปอย่างสะดวก  หากมีเตียงสำหรับนอนตะแคงให้นอนตะแคงขวา จะดีกว่านั่งบนโถส้วม  จากนั้นเมื่อน้ำหมดหรือจะแบ่งทำครั้งละครึ่งขวด  นำสายยางน้อยออกไปพร้อมทั้งนวดหน้าท้องวนตามเข็มนาฬิกากลั้นนานไม่ควรเกิน 20 นาที เมื่อรู้สึกปวดท้องถ่าย แล้วมานั่งบนโถส้วม หายใจสบาย ๆ ผ่อนคลาย ธาตุลมภายในจะทำหน้าที่ส่งของเสียออกมากับสายน้ำ ที่พุ่งออกมาอย่างแรง  คล้าย ๆ ตอนรับประทานยาถ่ายแรง ๆ บรรดาสิ่งสะสม หมักหมมต่าง ๆ  ก็จะออกมาเป็นสีน้ำครำบ้าง เป็นฟองสีเหลืองบ้าง  หากลิดท๊อกซ์ทำงานดี ๆ เซาะซอกแซก แซะไซ้ดี ก็จะได้ไขมันหลุดตามออกมาเป็นแผ่นคล้าย ๆ ปลิงตัวใหญ่ ๆ หรือ คล้ายแผ่นสาหร่ายทะเลลอยละล่อง อยู่ในโถส้วม บางทีของปฏิกูลเดินทางหายไปกับท่อ แต่แผ่นไขมันเหล่านี้ยังลอยนวลอยู่หลาย ๆ ชั้น ตามความเป็นจริงที่แต่ละคนมีอยู่  เวลาทำดีทอกซ์ คือตี 5 เช้าตรู่ และบ่ายห้าโมงเย็น ตัวยาสมุนไพรที่จะนำมาใช้มีมากมาย หากหาอะไรไม่ได้ สิ่งที่ง่ายสุด คือ ต้มน้ำเดือด ผสมน้ำเย็นจนอุ่นพอดี  แล้วบีบมะนาวลงไปหนึ่งซีก ก็ได้ น้ำดีท๊อกซ์ อย่างดีแล้ว  แต่หากจอมยุทธ์ในยุทธจักรล้างพิษมีอะไรจะมาแลกเปลี่ยน  ไม่ว่าจะเป็นใบขี้เหล็กต้มหรือสมุนไพรใดๆก็นำมาแบ่งปันกันได้  เพราะอาตมาไม่ใช่ผู้เชี่ยวชาญลงลึก  เขียนตามประสบการณ์ที่เห็นกัน จะ จะ ด้วยตาเปล่าจริง ๆ

การล้างสำไส้แต่ละครั้งใช้น้ำหนึ่งลิตรครึ่งถึงสามลิตร เพื่อความหมดจด เกลี้ยง เกลาของลำไส้ หรือใครจะทำสักสี่ขวดก็ไม่ผิดกฎ กติกามารยาท แต่ประการใด

ขณะที่ทำมีสิ่งที่ลดลงอย่างน่าพอใจ สองสามอย่าง คือ น้ำหนัก ขณะที่อาตมาอยู่ที่อเมริกา หรือ เดินสายทำบุญอยู่นั้น น้ำหนักอยู่ที่ ประมาณ 104 กิโลกรัม เมื่อทำการล้างพิษแล้วลดลงเหลือ 96.80 กิโลกรัม (หลังจากทำครั้งที่สองแล้วน้ำหนักลดลงอีกเป็น 90 กิโลกรัม) นับว่า มีนัยยะที่สำคัญ ที่มีสัญญาว่า น้ำหนักน่าจะลดลงได้อีก ส่วนระดับน้ำตาลในเส้นเลือดก็ลดลงมาจนถึง ระดับ 118 ซึ่งเป็นที่น่าพอใจไม่น้อย

การอดอาหารและล้างสำไส้ใหญ่  ผ่านไป 4 วัน พอวันที่ 4 เวลา 18.00 น. ดื่ม ดีเกลือหนึ่งช้อนชา ผสมน้ำผึ้งและมะนาวเพื่อให้ดื่มง่าย เวลา 20.00 น. ดื่มดีเกลืออีกครั้ง  เวลา 22.00 น. ดื่มน้ำมันมะกอก(สกัดเย็น) 150cc.น้ำมะนาว 150cc. เติมน้ำผึ้งในน้ำมะนาวเพื่อช่วยในการดื่มหรือใครจะไม่เติมน้ำผึ้งก็ได้ เขย่าขวดให้เข้ากันก่อนดื่ม ดื่มเสร็จรีบนอนราบศีรษะสูงเล็กน้อย พยามนอนนิ่งๆ ประคับประคองไม่ให้อาเจียนจนถึง เวลา 2.00น.

ในวันที่สี่มีคุณวรรณาซึ่งเป็นผู้มีจิตกุศล บอกว่ามาให้กำลังใจพระอาจารย์  เพราะจากประสบการณ์ จะพบว่าคืนสุดท้ายนี้บางคนดื่มน้ำมันมะกอก และน้ำมะนาว แล้ว จะอาเจียน จึงให้นายน้อยอิน และช่างก้อน มานอนเป็นเพื่อน เผื่อจะมีอะไรผิดปกติขึ้นกลางดึก  ผลปรากฎว่า อาตมาหลับตามปกติ จนถึงตีสี่ โดยไม่อาเจียนหรือถ่ายท้องอย่างหนักตามที่ทุกคนได้วิตกกังวลแต่อย่างใด

ระหว่างอยู่ในโครงการนี้ วันแรก ๆ ก็เพลียมากอยู่ แต่ก็มีน้ำมะขาม น้ำมะนาว น้ำผึ้ง น้ำแอปเปิ้ล แก้โหย ตอนเช้าตรู่ดื่นเช้าขึ้นมาต้องอมน้ำมันมะพร้าว สกัดเย็นแบบบริสุทธิ์(Oil pulling) ท่านผู้รู้เรื่องนี้อธิบายว่าจะเป็นการทำความสะอาดปากให้แบคทีเรียเหลือน้อยที่สุด  เพราะแบคทีเรียจะเป็นผู้ผลิตโรคต่าง ๆ ให้แก่ร่างกายได้ หากแบคทีเรียน้อย โรคภัยไข้เจ็บอันเกิดมาจากแบคทีเรียก็น้อยตามไปด้วย เมื่ออมแล้วกลอกน้ำมันมะพร้าวไปตามส่วนต่าง ๆ ของปาก อย่างทั่วถึงเป็นเวลา 20 นาที แล้วบ้วนทิ้งไป

เนื่องจากพิจารณาว่า การออกกำลังกายมีความสำคัญมาก  อาตมาจึงออกบิณฑบาตในหมู่บ้านทุกวัน  เวลาเดินทางไปกลับ 50 นาที กำลังดี  เพื่อให้พรแก่ญาติโยมที่ทำบุญ แล้วนำมาพิจารณา แล้วมอบให้แก่อุบาสก อุบาสิกาที่ปฏิบัติธรรมอยู่ที่วัด  เพื่อให้อาหารที่ชาวบ้านถวายมาด้วยศรัทธาเกิดประโยชน์ต่อไป

หลังจากกลับจากบิณฑบาตแล้ว  พี่พรรณจะต้มน้ำร้อนใส่ใบมะขาม ใส่ขมิ้นไว้รอท่าใส่น้ำลงในถังเพื่อแช่เท้าและ ใส่น้ำในกาละมัง เพื่อแช่มือเป็นเวลา อีก 20 นาที น้ำที่แช่นี้ต้องร้อนพอทนได้  เดินทางมาเหงื่อท่วมตัว พอมาเจอน้ำร้อนแช่มือ แช่เท้าแล้ว ทำให้เหงื่อไหลออกมาแทบจะทุกขุมขน ผู้เชี่ยวชาญลงลึกด้านสุขภาพทางเลือก กล่าวว่า เหงื่อที่ไหลออกมา คือ การขับพิษตามธรรมชาติของร่างกายอีกแบบหนึ่ง  ยิ่งเหงื่อไหลออกมาก ๆ แล้วพักสักระยะหนึ่งไปอาบน้ำ รู้สึกสดชื่นมาก หลังจากดื่มน้ำมันมะกอกผสมน้ำมะนาว  เพื่อล้างพิษตับแล้ววันรุ่งขึ้นต้องสวนตอนตีห้าและสิบโมงเช้า หลังจากล้างสำไส้ใหญ่ในตอนสิบโมงเช้าก็จะมีเม็ดประมาณเท่านิ้วก้อยบ้าง เท่าหัวแม่มือบ้างออกมา  หรือ เป็นมูก สีเหลือง หรือ ไขมัน  สุดแล้วในร่างกายของใครจะมีอะไรมาก  เรื่องนี้อาตมาไม่ค่อยจะเข้าใจนัก  แต่คุณวรรณาที่มาเป็นกำลังใจ สามารถอ่าน และวิเคราะห์ สิ่งที่ไหลออกมานี้ได้หมดว่า สีนั้นเป็นอย่างนั้น ดำเป็นอย่างนั้น มรกตเป็นอย่างนั้น เหลืองเป็นอย่างนั้น ต่างคนก็ต่างมีหลากสีออกไป

พิษที่ออกมาในถังจะแบ่งเป็นชั้นๆ ชั้นล่างสุดจะเป็นเซลล์เม็ดเลือดแดงที่ตกค้างในตับ ชั้นกลางจะเป็นเซลล์มะเร็งจะมีลักษณะเป็นวุ้นขาวๆหรือใสๆเหมือนแมงกะพรุนหรือเห็ดหูหนูขาว ชั้นบนสุดจะเป็นชั้นของไขมันที่เกาะตับซึ่งจะมีลักษณะเป็นก้อนสีเหลือง ขาว น้ำตาลหรือดำ แล้วแต่ที่สะสมกันไว้ น้ำมันเสียจากตับจะเป็นสีเหลืองหรือน้ำตาลลอยหรือเกาะติดขอบถังส่วนนิ่วที่ออกมาจากถุงน้ำดีจะมีลักษณะเป็นสีเขียวตั้งแต่เขียวมรกตจนถึงเขียวแก่ เม็ดเล็กเม็ดใหญ่แล้วแต่อายุการสะสมแต่ที่เหมือนกันคือก้อนจะมีลักษณะเหมือนถั่วเขียวรูปทรงเดียวกัน สำหรับนิ่วที่ออกมาจากตับจะมีลักษณะเป็นก้อนขรุขระสีเขียว น้ำตาลอ่อนแก่ การเกิด นิ่วจากสารรงควัตถุในถุงน้ำดี มักมาจากสารสีเหลืองที่เรียกว่าบิลิรูบิน (Bilirubin)

คุณวรรณาและพี่พรรณ ร่วมกันนำก้อนและน้ำที่เก็บตัวอย่างไว้ในถังมา  แล้ววิเคราะห์ให้ฟังว่า มีไขมันและสารก่อมะเร็งมากที่สุด  สารก่อมะเร็งนี้ไม่เคยทราบมาก่อน  แต่ไขมันนั้นเห็นชัดทีเดียว

ผู้เชี่ยวชาญลงลึกบอกว่า  สิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นนิ่วบ้าง ไขมันบ้าง ที่ออกมาจากตับ จึงเรียกว่า ล้างตับหากล้างตับได้ทันไม่ให้ไขมันห่อหุ้ม และแทรกอยู่ในส่วนต่าง ๆของตับ ก็ไม่ต้องมีการปฏิบัติการล้วงตับด้วยคีมชนิดต่าง ๆเพื่อดึงไขมันออกมา การใช้คีมล้วงตับแบบนี้ต้องจ่ายเงินครั้งละหลายแสนบาท

ด้วยเหตุที่ตับอาจจะปล่อยอะไรออกมาเรื่อย ๆ ท่านผู้รู้แนะนำว่า ควรล้างลำไส้ใหญ่เวลาเช้าและเย็นอีก เจ็ดวัน เพื่อจะได้เปิดโอกาสให้พิษที่ตับสลัดออกมาได้ไหลออกมาสะดวก

หลังจากการล้างพิษตับ 10 วัน อาตมาเดินทางไปตรวจเลือดที่โรงพยาบาลมหาราชจังหวัดเชียงใหม่ ผลออกมาดังนี้

Glucose 136 (high) mg/dl     (70-110)
Creatinine 1.0
mg/dl    (0.6-1.3)
AST (Got) 33 U/L       (<35)
ALT (GPT) 35
U/L       (<41

อาตมาแจ้งแก่นายแพทย์ที่ดูแลด้านเบาหวานและต่อมลูกหมากว่า การมาเชียงใหม่จาก จังหวัดสุราษฎร์ธานี นี้ไกลมากจึงขอย้ายการนัดหมอไปเจาะเลือดที่สุราษฎร์ธานีจะได้ หรือไม่ คุณหมอด้านเบาหวานก็มอบเรื่องมาให้ด้วยดี  เจ้าหน้าที่โรงพยาบาลมหาราชได้ให้ผลเลือดมาเพียงแค่นี้ เพราะหมอที่ตรวจเลือดใช้ระบบออนไลน์จึงให้ข้อมูลเท่าที่จำเป็น  อาตมาจึงสงสัยว่า Cholesterol เท่าไร และอื่น ๆ เป็นอย่างไร เมื่อเดินทางมาถึงเกาะสมุย คุณหมอธีระศักดิ์จึงได้ประสานงานให้ย้ายเรื่องมาที่เกาะสมุย แล้วเจาะเลือด มีผลที่อยากทราบเพิ่มขึ้น คือ

Cholesterol      L 130 mg/dl    <200
Triglyceride      L  
117 mg/dl    <150
HDL Chol         L 32 mg/dl    >40
LDL  Chol        L 75 mg/dl    <130
PSA 
11.54 mg/ml   (0-4)

จากการเปรียบเทียบผลเลือด  ก่อนและหลังทำโครงการล้างพิษ พบว่า ค่าน้ำตาลในเส้นเลือดลดลง  ค่าการทำงานของตับและไตบ่งชี้ว่า ดีขึ้น  โดยเฉพาะค่าของตับที่สูงกว่าระดับปกติ ก็ลงมาอยู่ในระดับปกติ  ที่ปลอดภัย ค่าไขมันตัวร้ายที่สูงมากก็ลดลงต่ำกว่าระดับปกติมากจนเป็นที่มั่นใจได้  ขณะเดียวกันระดับไขมันดีก็ลดไปด้วย

เนื่องจากในขณะที่เข้าโครงการล้างพิษได้ฉันยาตามที่นายแพทย์สั่งอย่างเคร่งครัด ต่อเนื่อง สม่ำเสมอ จึงไม่สามารถจะยืนยันได้ว่า  การที่น้ำตาลและไขมันลดลงอยู่ในระดับปกติมาจากการล้างพิษเพียงปัจจัยเดียว  แต่จะต้องยกประโยชน์ให้แก่ยาที่หมอให้มาด้วย

อย่างไรก็ตามหากพิจารณาถึงผลของการรับประทานยา  ก็พบว่า ค่าของไขมัน และน้ำตาลในเส้นเลือดสูงมากกว่าเกณฑ์ปกติเข้าขั้นดื้อยามาเป็นเวลานาน  เพราะฉันยาประเภทนี้มาตลอด แต่ไม่ค่อยได้ผล เพราะระดับไขมันและน้ำตาลมักจะลดลงอย่างเชื่องช้าแต่เวลาขึ้นจะขึ้นอย่างรวดเร็ว

จึงเป็นไปได้ว่า ตับที่มีพิษจากการสะสมของสิ่งตกค้าง ทำงานได้ไม่เต็มที่ เป็นสาเหตุให้ระดับไขมันและน้ำตาลสูงขึ้น เมื่อพิษบางส่วนในตับถูกขจัดออกไป ตับสามารถทำงานได้สะดวกคล่องตัวมากขึ้น ระดับไขมันและน้ำตาลจึงลดลง ตามความสามารถของตับและตับอ่อนที่จัดการไขมันและน้ำตาลได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้น

จึงกล่าวได้ว่า การล้างพิษในตับช่วยส่งเสริมการทำงานของตับให้คล่องตัวและมีประสิทธิภาพมากขึ้น ผลต่อเนื่องที่ตามมาคือช่วยปรับลดระดับไขมันและ น้ำตาลในเส้นเลือดให้ลดลงได้  ไม่ทางตรงก็ทางอ้อม

ในการเข้าโครงการล้างพิษครั้งที่สอง  อาตมามีความตั้งใจจะติดตามเรื่องน้ำตาลในเลือดต่อไป โดยยุติการรับประทานยาทุกชนิดทั้งเบาหวาน ความดันโลหิตสูงและไขมัน  ก่อนที่จะเริ่มอดอาหาร  อาตมาเจาะเลือดจากปลายนิ้วดู  ผลออกมาระดับน้ำตาลสูงอยู่ที่ 157 แล้วเริ่มยุติการฉันยาตั้งแต่ต้นจนจบโครงการเป็นเวลา 5 วันเต็ม วันสุดท้ายเจาะเลือดปลายนิ้วดูผลเลือด ออกมาที่  108 ส่วนระดับความดันโลหิตที่เคยสูงอยู่แถวๆ 160/90 ก็ลดลงมาอยู่ที่ 128/80 นับว่ามีส่วนในการปรับปรุงทั้งระดับความดันโลหิตสูงและระดับน้ำตาลในเลือดให้ต่ำลงได้ในระดับที่น่าพอใจระดับหนึ่งในช่วงเวลาที่กำลังเข้าโครงการ

หากจะสรุปผลเลือดเบาหวานตามประสาคนไม่มีความรู้เรื่องเบาหวานแบบซื่อ ๆ ก็คือเมื่อร่างกายไม่ได้รับน้ำตาลเข้าไปเลย หรือ ดื่มเพียงน้ำผึ้งเล็กน้อยที่ผสมน้ำมะนาว และดีเกลือก็ไม่ทำให้ระดับน้ำตาลสูงขึ้นได้  นี่พูดแบบผู้ไม่รู้วิชาการ  แต่พูดจากประสบการณ์ตรง ถ้าเป็นเช่นนี้ได้  คนเป็นเบาหวานน่าจะหาโอกาสอดอาหาร และอดของหวานดูบ้าง ระดับน้ำตาลจะลดได้บ้างไม่มากก็น้อย

หรือเมื่อตับได้รับการล้างพิษทำงานมีประสิทธิภาพมากขึ้นตับอ่อนก็พลอยทำงานดีไปด้วย  ผลิตอินซูลินออกมาทำงานอย่างมีประสิทธิภาพได้อีกแรงหนึ่ง  การวิเคราะห์นี้อาศัยการทดลองคนเดียวเป็นหลักจึงไม่ยืนยันว่าถูกต้อง หรือไม่ปฏิเสธว่าผิด แต่ยืนยันว่า ปรากฎการณ์ที่เกิดขึ้นมีเหตุปัจจัยแน่ ไม่ใช่เกิดขึ้นลอย ๆ อย่างน้อยกับพระหนึ่งรูปในระยะเวลาที่ทดลอง

การทดลองแบบนี้โดยความเห็นส่วนตัวไม่พบผลข้างเคียงใด ๆ ที่น่าจะเป็นอันตรายต่อร่างกาย นอกจากความหิวรบกวนเท่านั้น แต่ผลที่ได้กลับมา ก็คือประหยัดอาหารในส่วนที่งดไปนั้นและเปิดโอกาสให้อวัยวะต่างๆที่ทำงานเกี่ยวกับเรื่องการจัดสารอาหารส่งไปหล่อเลี้ยงร่างกายมาตลอดชีวิตได้มีวันหยุดถึงสี่วัน นับเป็นการให้รางวัลชีวิตที่สำคัญยิ่งกว่ารางวัลอื่นใดที่ให้ความภูมิใจแก่ผู้รับเพียงชั่วครู่ชั่วยามแล้วผ่านไป หากตระหนักว่า การให้รางวัลชีวิตแบบนี้ดีต่อสุขภาพอย่างยั่งยืน ก็ควรมอบรางวัลชีวิตนี้บ่อยๆจะได้พากันสุขสบายทั้งผู้ให้และผู้รับ

ระหว่างที่ได้เข้าโครงการนอกจากระดับน้ำตาลลดแล้ว ความดันที่เคยสูงก็ลดลงอยู่ในภาวะปกติ แต่ที่แน่ ๆ คือน้ำหนักลดจริง ๆ จากการเข้าโครงการสองครั้งลดได้ 10 กิโลกรัมกว่า ๆ นิดๆ จากการที่เคยอยู่เลขที่ 104 กิโลกรัม ขึ้นไปสม่ำเสมอ ตอนนี้อยู่ที่ 92.50 และ 90 กิโลกรัม และน่าจะได้เห็นตัวเลขแปดสิบกว่าหากได้ทำคราวต่อไป

มีผู้ตั้งคำถามว่า ปรากฏการณ์ที่กล่าวมานี้จะเสถียรมากน้อยแค่ไหน

คำตอบก็คือยังตอบไม่ได้ สิ่งที่แน่นอนที่สุดคือ ความไม่แน่นอน ทุกสิ่งเปลี่ยนแปลงเมื่อมีเหตุปัจจัยที่ควรเปลี่ยนแปลง  ทุกอย่างล้วนเกิดแต่เหตุ ดับไปเพราะเหตุ ตามหลักอิทัปปัจจยตาที่ว่า เมื่อสิ่งนี้มี สิ่งนี้ก็มี เมื่อสิ่งนี้ไม่มี สิ่งนี้ก็ไม่มี

ข้อคิดจากการเข้าโครงการสองครั้งนี้ผ่านมา ชวนให้คิดถึงพระพุทธวจนะที่ว่า สัพเพ สัตตา อาหารัฏฐิติกา สัตว์ทั้งหลายดำรงอยู่ได้ด้วยอาหาร ของวิเศษในการที่ชวนให้สัตว์ทั้งหลายติดใจจนดิ้นไม่หลุด คือ รสอาหาร แม้ว่าอาหารจะถูกออกแบบมาเป็นพันเป็นหมื่นชนิด แต่รสหลักก็คงอยู่ที่ เปรี้ยว หวาน มัน เค็ม

แม้จะมีนักปรุงอาหารระดับชาติหรือระดับโลกปรุงรสได้หลากหลายแค่ไหน แต่ก็ทำได้เพียงเค็มอ่อน ๆ หวานอ่อนๆ  เค็มเข้มข้น หวานเข้มข้น มันอ่อน ๆ มันเข้มข้น เปรี้ยวเข้มข้น หรือ นำมาผสมกัน แต่ก็ไม่หนีเครื่องปรุงเหล่านี้ไปได้

อย่างไรก็ตาม รสเปรี้ยวนับว่ามีประโยชน์ต่อร่างกายมาก ไม่ค่อยจะมองเห็นโทษสักเท่าไร แต่หวาน มัน และ เค็ม สามรสนี้ ต้องบริโภคพอดีจริง ๆ จึงมีจะมีประโยชน์ต่อร่างกาย ดั่งที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า  โภชเน มัตตัญญุตา รู้จักประมาณในการบริโภคอาหาร เป็นคุณธรรมสำคัญอย่างหนึ่งในการดำเนินชีวิตของมนุษย์

อาหาร หวาน มัน เค็ม หากบริโภคพอประมาณ และพอดีจะเป็นยาบำรุงร่างกายให้มีสุขภาพแข็งแรง เป็นสุขสดชื่น

ในทางตรงกันข้ามหากเมื่อใด อาหารหวาน มัน เค็ม ถูกบริโภคจนเกินพอดี เกินความต้องการของร่างกาย จะกลายมาเป็นแหล่งเพาะของโรคนานาชนิด ที่พร้อมจะทำให้ร่างกายอ่อนแอลง และทำลายอวัยวะต่าง ๆ จนถึงตายได้ ดังที่ทราบกันทั่วไปอย่างง่าย ๆ ว่า

ทานอาหารที่มีส่วนผสมของน้ำตาล หรือ ของหวานมากเกินไปเป็นเหตุให้เป็นเบาหวาน  หากทานอาหารที่มีส่วนผสมของเกลือมากเกินไป เป็นเหตุให้เป็นความดันโลหิตสูง หากทานอาหารที่มีส่วนผสมของไขมันอิ่มตัวสูงมากเกินไป ทำให้ไขมันอุดตันในเส้นเลือดอันเป็นบ่อเกิดของโรคต่าง ๆ มีโรคหัวใจเป็นต้น  หากความตันโลหิตสูง ไขมันอุดตัน และเบาหวาน ทำงานร่วมกัน โอกาสที่ไตวายเฉียบพลัน หัวใจวายเฉียบพลัน ตาบอด ก็เกิดขึ้นได้ กับทุกคนโดยไม่จำกัดเชื้อชาติ ศาสนา วัฒนธรรม สถานะทางเศรษฐกิจ สังคม หรือการเมือง แต่อย่างใด

พระพุทธเจ้าตรัสว่า มัตตัญญุตา สะทา สาธุ ความรู้จักประมาณเป็นความดีทุกเมื่อช่างจริงแท้แน่นอน นอกจากนี้พระองค์สอนสาวกของพระองค์ให้พิจารณาแล้วฉันอาหาร เพื่อ

(1) ให้ยังชีพได้

(2) ไม่มีโทษต่อร่างกาย

(3) เกิดความผาสุก

ข้อควรพิจารณาทั้งสามอย่างนี้ไม่เพียงแต่พระสงฆ์เท่านั้นที่นำมาใช้ได้ แต่ผู้รักสุขภาพทั้งหลายก็ควรพิจารณา  กล่าวคืออาหารใดๆ ที่รับประทานแล้วทำให้ชีวิตไม่รอด ดำเนินต่อไปไม่ได้ หรือเสี่ยงต่อความพิการหรือความตายที่รู้เห็นได้ง่ายๆทั่วๆไป ต้องงดเว้นทันที ข้อสองนั้น บอกตรงๆ ว่า อาหารที่รับประทานเข้าไปต้องไม่มีโทษ นอกจากสุรา หรือ ยาเสพติดทุกชนิดที่เห็นโทษกันชัด ๆ โดยไม่ต้องคาดเดาแล้ว แม้แต่อาหารที่ประกอบไปด้วยความ หวาน มัน เค็ม ที่ทานกันอยู่เป็นประจำ ถ้าทานแล้วระดับน้ำตาลหรือความดันสูงขึ้น  ต้องหยุดทันที เพราะประจักษ์ชัดว่า เป็นอาหารที่มีโทษ  ควรรับประทานน้อยลงหรืองดรับประทานไปสักระยะหนึ่งจนกว่าอวัยวะสำคัญของร่างกายทำงานต่อไปได้ตามปกติ หากรับประทานแล้วไม่เกิดโทษก็รับประทานต่อไปได้

การใช้สติและปัญญาพิจารณากลั่นกรองแล้วรับประทานอาหารจึงเป็นการปฏิบัติธรรมเพื่อการรักษากายและจิตให้ปกติอย่างแท้จริง อันเป็นสิ่งที่ทำได้ทุกหนทุกแห่งดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า สติ สัพพัตถะ ปัตถิยา สติเป็นสิ่งที่พึงปรารถนาในที่ทั้งปวง

ส่วนข้อที่ สาม รับประทานแล้วต้องรู้สึกผาสุก คือ หายหิว ไม่กระวนกระวาย ไม่แน่นท้อง ไม่จุกเสียดแน่นเฟ้อ  ไม่แน่นหน้าอก หากแน่นท้อง แน่นหน้าอก นั่งไม่สะดวก เดินไม่สะดวก แม้แต่นอนก็ไม่สะดวก เมื่อนั่งก็ไม่เป็นสุข นอนก็ไม่เป็นสุข เดินก็ไม่เป็นสุข ก็จะไม่มีความผาสุกในสถานที่และอิริยาบถทุกแห่ง แทนที่จะรับประทานอาหาเพื่อความผาสุก ก็กลายเป็นการเพิ่มทุกข์ทรมานไปโดยไม่ได้ตั้งใจ

คำถามมีว่า ทำไมทั้ง ๆ ที่คนทั่วไปรู้ๆ อยู่ว่ารับประทานอาหารบางชนิดและบางโอกาสแล้วจะเป็นโทษและแสลงต่อโรค ก็ยังฝืนรับประทานกันไม่ยอมหยุด  บางคนถือคติว่าเกิดมาทั้งทีกินของอร่อยให้คุ้ม ตายไปไม่ได้กินอะไร  ตายด้วยความอิ่มดีกว่าตายด้วยความอด

คำตอบง่ายๆ คือ สิ่งที่ดึงดูดยั่วยวนใจให้กินอาหารแบบลืมโรค ลืมเจ็บ และลืมตาย คือ  รสของอาหารนี่เอง ความไม่เข้าใจถึงโทษของรส ทำให้รสเป็นเครื่องพันธนาการอีกชนิดหนึ่งที่ผูกมัดมนุษย์ไว้อย่างเหนียวแน่นยากแก่การดิ้นหลุดหรือสลัดออก

การพิจารณาถอดถอนจากความยึดถือในรสต้องใช้ปัญญาและสติอันสูงส่งควบคู่กันไปจริง ๆ จึงจะพอผ่านไปในแต่ละมื้อ  โดยเฉพาะคนที่มีอาหารมากมายและมีโอกาสที่จะกินได้ตลอดเวลา หากไม่ใช้สติปัญญาพิจารณาอย่างใกล้ชิดทุกมื้อทุกคำหรือทุกครั้งที่เคี้ยวแล้วย่อมยากแก่การมองเห็นโทษแห่งการบริโภคเกินแล้วหยุดอยู่ที่ความพอประมาณ

ความจริง รส เป็นเพียงค่าเทียม ที่ช่วยหลอกล่อลิ้นให้ช่วยรับอาหารอันเป็นคุณค่าแท้ เพื่อส่งผ่านลำคอไปยังกรเพาะอาหารให้สะดวกเท่านั้น หลังจากนั้นอวัยวะภายในของมีตับเป็นต้น ร่างกายก็จะจัดการอาหารอย่างเหมาะสมแล้วส่งไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายตามความจำเป็น แต่หากมีอาหารส่วนเกินความจำเป็นคั่งค้างสะสมอยู่มากก็จะเป็นแหล่งเพาะเชื้อโรคต่อไป

หากเข้าใจว่าอะไรคือ ค่าแท้ และค่าเทียมของอาหาร แล้วใช้สติปัญญาเข้าไปจัดการ เพื่อให้อาหารที่รับประทานเข้าไปได้ทำภารกิจกับชีวิตสามประการคือ

(1) เพื่อความเป็นไปแห่งชีวิต

(2) ไม่มีโทษ

(3) ก่อให้เกิดความผาสุก

อย่างไรก็ตามควรจดจำพระพุทธวจนะที่ว่า มัตตัญญุตา สะทา สาธุ ความรู้จักประมาณเป็นความดี หรือ ยังประโยชน์ให้สำเร็จทุกเมื่อไว้เตือนสติ แล้วจัดสรรค์อาหารทุกชนิดพอประมาณส่งให้ร่างกาย เพื่อให้อาหารเป็นยาชูชีวิต มิใช่ยาพิษที่คอยกัดเซาะทำลายชีวิต  ควรจะได้อัญเชิญอริยสัจ 4 ขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้า มาเป็นแว่นส่องชีวิตว่า ตอนนี้เราเป็นโรคอะไร (ทุกข์)  มีสาเหตุมาจากอะไร (เหตุแห่งทุกข์)  โรคนั้นจะหายได้ไหม (นิโรธ) และทำอย่างไรโรคนั้นจึงจะหายไป (มรรค)

เหตุใดเป็นที่มาหรือส่งเสริมโรคจงระวัง และ ละเหตุนั้น เหตุใดเป็นไปเพื่อความไม่มีแห่งโรค จงหมั่นกระทำสิ่งนั้น และทำอย่างต่อเนื่องตามหลักของการปฏิบัติธรรมในทางพระพุทธศาสนาที่ว่า ละสิ่งที่ควรละ(ปหานะ) เจริญสิ่งที่ควรเจริญ(ภาวนา)

เมื่อได้ทราบเรื่องราวของการล้างพิษกายจากประสบการณ์ตรงไปแล้ว อาสาสมัครที่ช่วยงานด้านการล้างพิษอ่านแล้ว แนะนำว่า ขอให้ช่วยเขียนเรื่องล้างพิษใจให้ทราบเพียงสั้นๆที่ใครๆอ่านแล้วเข้าใจและสามารถนำไปปฏิบัติได้เพื่อให้พิษที่ห่อหุ้มใจได้บางเบาและหลุดร่วงออกมาจากใจให้ใจได้พบกับความโล่งและความเบาบ้าง

พิษที่มักจะเกาะใจหรือหุ้มห่อใจมนุษย์โดยทั่วไปได้แก่ ความโลภ ความโกรธ ความหลง ความอิจฉา ริษยา พยาบาท อาฆาต แค้นเคือง เกลียดชัง เมื่อพิษเหล่านี้หุ้มห่อพอกพูนมากๆจะเกิดอาการ ใจร้อน ใจเร็ว หนักใจ เสียใจ เศร้าใจ อึดอัดใจ ระทมใจ ตรอมใจ อันเป็นสาเหตุของความเครียด ความทุกข์

พระพุทธเจ้าทรงแสดงว่า พิษหลักที่มักจะคุกคามใจมิให้สงบได้แก่ ความรักปักใจ เกลียดฝังใจ ฟุ้งซ่าน ซึมเซา เซ็ง เบื่อ หน่าย สับสน ลังเล สงสัย

เมื่อพิษชนิดรักปักใจเข้าไปห่อหุ้มกลุ้มรุมแล้วมักจะเกิดอาการ ห่วงหา หวง หึง อาลัยอาวรณ์ คิดถึงจนไม่เป็นอันกินอันนอน อาการจะหนักเบาไปตามความรักที่ปักลงลึกล้ำ หรือ ตื้นเขินแค่ไหน ความรักปักใจที่กล่าวมานี้มีได้ทุกอย่างไม่ว่าจะเป็นคน สัตว์ สิ่งของ เครื่องใช้ไม้สอย เรือกสวนไร่นา

พิษชนิดพยาบาท อาฆาต จองเวร เกลียดชัง อย่างฝังใจ เกิดขึ้นแล้วจะมีอาการใจร้อน ใจเร็ว เดือดร้อน วุ่นวาย อยากจะทำลาย วัตถุ สิ่งของ หรือ บุคคลที่ตนเกลียดชังอย่างฝังใจให้พินาศหายนะไป โดย ไม่อยากพบ ไม่อยากเห็น ไม่อยากรู้ข่าวคราวอีก มีความปรารถนาที่จะทำลายล้างอยู่ตลอดเวลา ใจที่ถูกสารพิษชนิดนี้กลุ้มรุม ก็จะโกรธง่าย ฉุนเฉียว มองโลกในแง่ร้าย ครอบครองความทุกข์เอาไว้จนหาความสุขแทบจะไม่พบ

พิษชนิดฟุ้งซ่านเกาะกุม หุ้มใจใครแล้ว หาความสงบไม่ได้ นั่งก็ไม่สงบ ยืน เดิน นั่ง เดินทาง ขึ้นรถ ลงเรือ ก็ไม่สงบ ใจท่องเที่ยวไปยังบุคคล สถานที่ สิ่งของ ทรัพย์สิน อย่างไม่หยุดหย่อน อาการที่พบโดยทั่วไปมักจะบ่นว่า เหนื่อยใจ เพราะใจเที่ยวไปไม่หยุด สิ่งที่คิดหรือจินตนาการร้อยแปดพันเก้า ล้วนแต่วาดวิมานในอากาศที่ห่างไกลความจริงทั้งสิ้น หวังสิ่งใด ก็ๆด้แต่สิ้นหวัง เพราะคิดเอง หวังเอง และลงเอยด้วยความผิดหวังเอง แต่ก็ไม่วายที่จะวาดหวัง แม้จะหวังแบบลมๆ แล้งๆ

พิษชนิดซึม เซา เซ็ง เบื่อหน่าย กระจายเข้าไปสู่ใจใครแล้ว จะมีอาการเซื่องซึม เซ็ง เบื่อหน่าย สิ้นหวัง หมดอาลัย ไม่กระตือรือร้น มีอาหารวางอยู่ต่อหน้ามากมายก็รับประทานไม่ลง มีบ้านหลังใหญ่ มีห้องหรูให้นอนก็นอนไม่หลับ มีรถคันงามราคาแพงให้ขับก็ไม่รู้สึกพอใจหรือเป็นสุขที่จะขับ มีเครื่องใช้ไม้สอยใดๆให้ใช้สอยก็ไม่อยากจะใช้สอย มีงานให้ทำมากมายก็ไม่อยากทำ นี่แหละคืออาการที่สารแห่งความเซ็งกระจายห่อหุ้มใจจนใจตายด้าน

พิษแห่งความสับสน เมื่อเข้าไปเกาะที่ใจแล้ว จะมีอาการขี้ลังเลสงสัย ไม่แน่ใจ ตัดสินใจอะไรไม่เด็ดขาด เปลี่ยนไปเปลี่ยนมา หาความมั่นคงมิได้

พิษเหล่านี้จะทำลายความสงบใจก่อน ต่อจากนั้นก็จะค่อยละลายสิ่งทั้งหลายที่มีอยู่ให้ค่อยๆไร้ค่า หาความหมายไม่ได้ แม้แต่ตนเองก็ยังมองไม่เห็นว่าตนเองมีคุณค่าตรงไหน หากพอกใจจนหาทางออกไม่พบสุดท้ายถึงกับทำลายตนเอง หรือ ทำลายคนผู้อื่นอย่างขาดความยั้งคิด

จะล้างพิษอย่างไร

กิเลส คือ พิษที่ตกค้าง สะสม จนห่อหุ้มใจจนมืดบอดมองไม่เห็นความจริง

สาเหตุที่พิษตกค้างในใจมากมาจาก การขาดสติแล้วกิเลสเข้าสู่ใจโดยง่าย

กระบวนการเจริญสติ คือ การบวนการล้างพิษออกจากใจ(สจิตตปริโยทปนัง การชำระจิตให้ขาวรอบ)

อุปกรณ์สำคัญในการล้างพิษ อยู่ที่ลมหายใจ

การวางใจเฝ้าสังเกตลมหายใจเข้าออกสี่ขั้นแรกเปรียบเหมือนการทำเตรียมการล้างใจเบื้องต้น เปรียบได้กับการทำดีทอกซ์

๑. เฝ้าสังเกตการหายออก-เข้า ยาว ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

๒. เฝ้าสังเกตการหายใจ ออก-เข้า สั้น ด้วยความรู้สึกตัวทั่วพร้อม

๓. เฝ้าสังเกตความสัมพันธ์ของลมหายใจและกายที่อิงอาศัยซึ่งกันและกัน เข้าใจอย่างชัดแจ้งถึงของการหายใจทั้งสั้นและยาวทั้งเข้าและออก

๔. เฝ้าสังเกตลมหายใจที่ค่อยละเอียดและสงบลงตามลำดับจนสามารถสัมผัสกับความสงบได้   ทุกครั้งที่ล้างพิษใจต้องตามดู ตามรู้ และตามเห็นลมหายใจทั้งสี่ลักษณะอยู่เป็นประจำเพื่อเป็นการล้างใจในเบื้องต้นเพื่อให้พิษใจชนิดหยาบถูกเซาะออกไปบ้าง

๕. เฝ้าดูความปีติที่เกิดขึ้นต่อมาจากลมหายใจที่ละเอียดผ่อนคลาย อ่อนโยน ระงับ สงบ

๖. เฝ้าดูและสัมผัสความสุขที่เกิดจากความปีติ อันเป็นความสุขบริสุทธิ์ที่ไม่มีมลพิษใดๆเจือปนหรือตกค้างจากการได้รับความสุขชนิดนี้ เป็นความสุขที่มาจากความสะอาดของใจ

๗. เฝ้าดูความสุขที่เกิดกับจิตและจะปรุงแต่งกุศลใดๆหรือไม่ หากจิตปรุงแต่งในขณะนั้น ก็จะปรุงแต่งด้วยอำนาจของปีติที่มีแต่กุศล จะไม่ปรุงแต่งอกุศลใดๆให้เป็นมลพิษตกค้างคาใจ

๘. เฝ้าดูความสุขที่ขึ้นสูงสุดแล้วค่อยๆผ่อนคลายลงตามลำดับจนกลับมาสู่ใจที่ปกติอันมีความรู้ตัวทั่วพร้อมเป็นพื้นฐานรอคอยอยู่     ขั้นตอนนี้ทำให้ใจสะอาดละเอียดมากขึ้น เปรียบเหมือน การดื่มน้ำมะนาวผสมดีเกลือและน้ำผึ้งช่วงเวลาหกโมงเย็น อันเป็นการเริ่มกระบวนการล้างพิษที่ตกค้างใจตับ

๙. เฝ้าดูใจที่กลับสู่ภาวะปกติ หลังจากผ่านการปรุงแต่งด้วยความสุขอันบริสุทธิ์อันเกิดจากปีติ ใจเริ่มสะอาดมากขึ้น

๑๐. เฝ้าดูใจที่มีความปราโมทย์มากขึ้นกว่า ความปีติที่ผ่านมาเป็นความสุขที่ละเอียดลึกซึ้งขึ้นกว่าเดิมจนใจเข้าไปซบกับความสุขนั้นด้วยความอ่อนโยนยิ่งขึ้น การปรุงแต่งน้อยลงมาก แต่พลังแห่งความรู้ตัวทั่วพร้อมแข็งแกร่งมากขึ้น

๑๑. เฝ้าดูใจที่ผ่านความสุขขั้นละเอียดลึกซึ้งแล้ว กลับมาสู่ความปกติที่เต็มไปด้วยความมั่นคงแห่งความรู้สึกตัวทั่วพร้อมจนไม่หวั่นไหว ไม่ปรุงแต่ง

๑๒. เฝ้าดูใจที่ค่อยๆ ปล่อยวาง ไม่ยึดถือเกาะเกี่ยวหน่วงเหนื่อยสิ่งใดมาสร้างสรรค์ความสุขเพราะได้ผ่านความสุขที่สะอาดบริสุทธิ์ละเอียดลึกซึ้ง กว่าความสุขที่เกิดจากการตอบสนองความอยาก ความปราถนาในรูป เสียง กลิ่น รส การสัมผัสถูกต้อง และ อารมณ์ที่หน่วงเหนี่ยวเข้ามาอันน่าใคร่ น่าพอใจเป็นอย่างมากชนิดเทียบกันไม่ได้ การล้างใจในขั้นนี้มีความละเอียดสะอาด บริสุทธิ์ ลึกล้ำมากขึ้น เปรียบเหมือน การดื่มน้ำมะนาวผสมดีเกลือและน้ำผึ้ง ตอนเวลา ๒ ทุ่ม อันเป็นตอนที่ใกล้จะล้างพิษที่สุด

๑๓. เฝ้าดู ความไม่เที่ยงของลมหายใจออก- เข้า หยาบ ละเอียด ความสุข มากน้อยที่เกิดขึ้นกับใจมาตามลำดับ ล้วน มีแต่เปลี่ยนแปลง

อยู่ตลอดเวลา ความเคลื่อนไหวใดๆ ทั้งทางกายและทางใจล้วนแสดงความ ไม่เที่ยงอันเป็นกฎธรรมชาติที่เกิดขึ้นอยู่ตลอดเวลา ซึ่งสัมผัสได้อยู่ตรงหน้า

๑๔. เฝ้าดูใจที่สงบนิ่งดิ่งอยู่กับปัจจุบันขณะที่รู้ความเคลื่อนไหวของสรรพสิ่งแต่มิได้ไหวตาม  ใจมีแต่ความเกลี้ยงไม่มีสิ่งใดฝังในหลงเหลืออยู่เพราะสิ่งที่เกาะเกรอะกรังฝังตัวแน่น หลุดออกไป จางคลายออกไปด้วยอำนาจของการเห็นอนิจจังอันทรงพลังซึ่งทำให้ความรู้สึกตัวทั่วพร้อมยิ่งมากขึ้นสว่างไสวขึ้น

๑๕. เฝ้าดูความสงบเย็นของใจ ที่ไม่มีสิ่งใดแผดเผา เสียดแทงอยู่ในเป็นสภาพที่ปราชญ์ ทั้งหลายเรียกว่า ดับเย็น เกลี้ยง สดใสไร้ไฝฝ้ามลทิน

๑๖. เฝ้าดูความสละคืนแห่งใจที่ไม่หน่วงเหนี่ยวไขว่คว้า สิ่งใดๆ ในธรรมชาติมาเป็นของตน ในความรู้สึกว่า ของกู แต่กลับส่งสรรพสิ่งที่เคยยึดถือตกค้างอยู่คืนสู่ธรรมชาติ ไม่มีความแตกต่างใดๆกับธรรมชาติ แต่เป็นหนึ่งเดียว พิษภัยที่เคยเกาะห่อหุ้มเกรอะกรัง ก็ถูกล้างไปจนสะอาดหมดจด ดังจิตเดิมแท้ ที่เคยเป็นมาแต่ทว่ามีความมั่นคงแน่วแน่เสถียรกว่า

พิษทั้งหลายที่ฝังใน เกาะ ห่อหุ้ม กลุ้มรุมใจก็หมดไป ด้วยพลังแห่งสติอันแข็งแกร่งทรงพลังได้ชำระล้างใจให้สดใสเป็นใจมีความสะอาด สว่าง และสงบ

การเจริญสติในขั้นนี้เปรียบเหมือน การดื่มน้ำมันมะกอก ชนิดคั้นเย็น ผสมน้ำผึ้งและน้ำมะนาว เพื่อจุดประสงค์โดยตรงคือล้างพิษตับ ที่สะสมมากมายมานมนานให้จางคลายหายไป เหลือแต่ตับที่สะอาด สามารถทำหน้าที่ได้อย่างสมบูรณ์

ใจที่ได้รับการล้างพิษด้วยธรรมโอสถขององค์สมเด็จพระสัมมาสัมพุทธเจ้าแล้ว จะมีความมั่นคงไม่หวั่นไหวเพราะอารมณ์ใดๆมากระทบเปรียบ

เสมือนภูเขาศิลาแท่งทึบไม่หวั่นไหวต่อลมหรือพายุที่พัดมาจากทิศทั้งสี่ฉะนั้น

ใจที่ได้รับการล้างพิษแล้ว ย่อมบริสุทธิ์ผุดผ่อง ไม่มีพิษคือ กิเลสใดๆ มาฝังใน เกี่ยวเกาะ ห่อหุ้ม เคลือบคลุมอีกต่อไป จะมีแต่ความโล่ง โปร่งใส ไม่มีความขุ่นมัวเศร้าหมอง

ใจที่ได้รับการล้างพิษแล้ว จะมีความอ่อนโยน ไม่แข็งกระด้าง มีคุณภาพดีพร้อมที่จะทำงานใดๆ ทั้งทางกายและทางจิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ไม่เครียด ไม่ทุกข์ ไม่ทรมาน มีแต่ความสุขสบายดังที่พระพุทธเจ้าตรัสว่า ความสุขอื่นยิ่งกว่าความสงบไม่มี เป็นความสุขแท้ที่ปลอดสารพิษใดๆ ตกค้างหลงเหลือ

เมื่อพิษใจก็ถูกล้างออกไป เมื่อพิษทางกายก็ถูกล้างออกไป เหลือแต่กายที่บริสุทธิ์และใจที่บริสุทธิ์ตามหลักพระพุทธศาสนา “ ชีวิตประกอบด้วยกายกับใจ ”

เมื่อกายที่บริสุทธิ์อยู่ร่วมกับใจที่บริสุทธิ์ ชีวิตย่อมกลายเป็นชีวิต

ที่บริสุทธิ์หมดจด ปลอดภัยจากโรคกายและโรคใจ

ชีวิตที่เป็นอิสระจากโรคกายและโรคใจ คือ ชีวิตที่มีสุขภาพดีที่มีความสมบูรณ์อย่างแท้จริง

ชีวิตปลอดจากการคุกคามด้วยโรคกายและโรคใจย่อมเป็นชีวิตที่มีลาภอย่างแท้จริง ดังที่พระพุทธเจ้าตรัสไว้ว่า ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐนั่นแล

18.00 น.

13 กันยายน 2555

ทีปภาวันธรรมสถาน ต.มะเร็ต อ.เกาะสมุย จ.สุราษฎร์ธานี


เกี่ยวกับผู้เขียน

ดร.พระมหาจรรยา สุทธิญาโณ

เกิดวันศุกร์ที่ ๒ มกราคม ๒๕๐๒

บ้านเลขที่ ๒๔ หมู่ที่ ๔ ต.วังตะกอ อ.หลังสวน จ.ชุมพร

การศึกษา น.ธ.เอก ป.ธ. ๗ พุทธศาสตร์บัณฑิต รัฐศาสตร์มหาบัณฑิต รัฐศาสตร์ดุษฎีบัณฑิต

วัดอุโมงค์ (สวนพุทธธรรม) ต.สุเทพ อ.เมือง จ.เชียงใหม่

ปฏิบัติหน้าที่ พระธรรมทูตพิเศษ สายประเทศสหรัฐอเมริกา ณ วัดพุทธปัญญา 1157 Indian Hill Blvd. Pomona.CA 91767

Tel. (909)629-1771

E-mail: This e-mail address is being protected from spambots. You need JavaScript enabled to view it

Copyright © 2010 - 2014 Skytemple.org. All rights reserved.